Tools

E-mail Print PDF

11. โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

 
 
โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี
 
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
 
 
 
 
 
 

๑. ความเป็นมาของโครงการ

     
 
     ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ช้างป่าจำนวน ๒ ตัว เสียชีวิตเพราะได้รับสารพิษจากการทำไร่สับปะรดบริเวณพื้นที่บ้านรวมไทย หมู่ที่ ๗ ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี และช้างป่าจำนวน ๑ ตัว ถูกยิงเสียชีวิต และถูกเผาทิ้งด้วยยางรถยนต์บริเวณบ้านพุบอน หมู่ที่ ๘ ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี เนื่องจากเข้ามากินสับปะรดที่ราษฎรได้ปลูกไว้ ซึ่งเหตุการณ์ช้างป่าเสียชีวิตทั้ง ๒ กรณีสื่อต่างๆ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ ได้กระจายข่าวออกไปอย่างกว้างขวาง
 
 
 
 
 ๒. วัตถุประสงค์โครงการ
 
     เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๔๐
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริกับแม่ทัพภาคที่ ๑ พลโทวินิจ กระจ่างสนธิ์ ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สรุปได้ว่า “ให้ดำเนินการตรวจสอบสภาพพื้นที่ เพื่อดำเนินการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี โดยทรงมีพระราชวินิจฉัยให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ดังกล่าว โดยใช้รูปแบบในการฟื้นฟูเช่นเดียวกับการดำเนินงานโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี และโครงการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดราชบุรี”
      
     เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๑
          -    ให้ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกโดยปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้ประหยัดงบประมาณไปได้มาก
          -    ให้ปลูกสับปะรดที่คุณภาพไม่จำเป็นต้องดีนัก สำหรับเป็นอาหารช้างโดยที่ลูกค้าของสับปะรดคือ ช้าง และเพื่อให้คนและช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข  ให้ชาวบ้านมาช่วยดูแลพืชอาหารช้าง พร้อมทั้งให้ค่าตอบแทนเขาด้วย ถ้าชาวบ้านไม่มีที่พักให้จัดที่พักอาศัยให้โดยไม่ต้องแพงนัก และให้ปลูกผักสวนครัวในพื้นที่ด้วย
          -    ให้สำรวจตรวจสอบพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะทำ Check Dam ซึ่งหากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความเหมาะสมก็ดำเนินการ ได้เลย
          -    ให้พัฒนาที่ดินโดยใช้หญ้าแฝก เพราะมีระบบรากยาว ช่วยอุ้มน้ำสร้างความชุ่มชื้นได้มากและจะพัฒนาดินด้วย
         -    ถ้ามีฝนแล้งหรือเกิดน้ำท่วม ก็พิจารณาหาแหล่งน้ำสัก ๑ จุด ซึ่งจะใช้น้ำมาเติม Check Dam ก็ได้และเนื่องจากแม่น้ำกุยบุรีเป็นแม่น้ำสายสำคัญ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำน้อยและตื้นเขินในฤดูแล้ง ควรมีการสร้างฝายหรือเขื่อนเก็บกักน้ำ รวมถึงการขุดลอก หรือหาแนวทางแก้ไขโดยวิธีอื่น เพื่อให้มีน้ำใช้ได้ตลอดปี เพื่อใช้ประโยชน์ในการเกษตรและการใช้สอยของราษฎรในบริเวณลุ่มน้ำดังกล่าว
 
   เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๑
          -    เนื่องจากสัตว์ป่าอยู่ในพื้นที่จำนวนมากโดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในป่าลึก จึงควรมีการปลูกพืชเสริมเพื่อเป็นอาหารของสัตว์ป่า เช่น การปลูกอ้อย สับปะรด หรือพืชอื่นๆ ที่เหมาะสม โดยทดลองนำพันธุ์พืชขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปโปรยในกลางป่าบริเวณต่างๆ เพื่อให้เติบโตและเป็นอาหารของสัตว์ป่า ซึ่งอาจจะเป็นทฤษฎีใหม่อีกแบบ
         -    ควรพิจารณาจัดหาแหล่งน้ำให้แก่พื้นที่โครงการและนำมาใช้ในการเกษตรในพื้นที่ที่เหมาะสม
 
   เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๒
          -    ช้างควรอยู่ในป่า เพียงแต่ต้องทำให้ป่านั้นมีอาหารช้างให้เพียงพอ การปฏิบัติ คือ ให้ไปสร้างอาหารในป่าเป็นแปลงเล็ก ๆ และกระจาย
          -    กรณีช้างออกมาที่ชายป่า ต้องให้ความปลอดภัยกับช้างบ้าง
 
   เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๒
          เมื่อช้างมีอาหารรับประทานก็จะไม่มารบกวนชาวบ้าน และให้นำเมล็ดพันธุ์พืชไปโปรยเพิ่มเติมอีก เพื่อจะได้เป็นอาหารของช้างป่าในปีต่อไป
 
   เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๒
          -    การปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารช้างตามที่ได้ดำเนินการปลูกตามรูปถ่ายที่ส่งให้ทอดพระเนตรนั้น จะไม่ค่อยได้ประโยชน์เพราะปลูกไม่ลึกเข้าไปในป่า ควรปลูกให้ลึกเข้าไปในป่ามากๆ และปลูกให้กระจาย อย่าปลูกเพียงแห่งเดียว ให้ปลูกหลายๆ แห่ง การโปรยหว่านทางอากาศก็เช่นเดียวกัน ให้โปรยหว่านเข้าไปในป่าลึกๆ และจัดชุดสำรวจด้วยว่าได้ผลหรือไม่  ต้องการให้ช้างหากินอยู่ในป่าลึกๆ ก็ควรทำในป่าลึกๆ เข้าไป
          -    การจัดทำ Check  Dam ก็ควรทำในป่าลึก ๆ เข้าไป
          -    ทั้งการทำ Check  Dam และการปลูกพืชให้ช้างไม่ควรใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก ให้ทหารที่มีหน้าที่ในการลาดตระเวนอยู่แล้ว นำพืชหรือเมล็ดพันธุ์พืชติดตัวไปด้วย และทำการปลูกในขณะลาดตระเวนเข้าไปในป่าลึก ๆ
 
 
 
 
๓. การดำเนินงานสนองพระราชดำริ
 
     สำนักงาน กปร. ดำเนินการสนองพระราชดำริโดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรเอกชน  สนับสนุนให้ทุกฝ่ายเข้ามามีบทบาทและส่วนร่วมในการจัดทำและใช้ แผน เป็นเครื่องมือดำเนินงาน โดยมีการปรับกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งในการดำเนินงานดังกล่าวได้กำหนดพื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ พื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำยางชุม จำนวน๒๒๘,๖๕๖ ไร่ หรือประมาณ ๓๖๕.๘ ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำกุยบุรี และพื้นที่ปลายน้ำของอ่างเก็บน้ำยางชุม ซึ่งรวมพื้นที่การเกษตรของราษฎร ๓ หมู่บ้าน คือ บ้านรวมไทย บ้านพุบอน และบ้านย่านซื่อ ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สรุปผลการดำเนินงานดังนี้
 
     ๓.๑ การอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่า
                   ๑) ปลูกและฟื้นฟูสภาพป่าตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามรูปแบบการฟื้นฟูป่าของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ จำนวน ๑๘,๐๐๐ ไร่ แบ่งเป็น
กรมอุทยานแห่งชาติฯ (เดิมเป็นกรมป่าไม้) ปลูกป่าและฟื้นฟูสภาพป่าในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม จำนวน ๔
,๖๙๐ ไร่
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมดำเนินงานในพื้นที่โครงการฯ จำนวน ๙,๙๗๒ ไร่ โดยแยกเป็น กิจกรรมปลูกฟื้นฟูสภาพป่า จำนวน ๔,๑๑๙ ไร่ กิจกรรมฟื้นฟูสภาพป่าตามธรรมชาติ จำนวน ๕,๘๕๓ ไร่ และก่อสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น จำนวน ๒๕๐ แห่ง
                   ๒) ปลูกฟื้นฟูพืชอาหารสัตว์โดยเฉพาะช้างและจัดทำโป่งเทียม โดยให้กระจายครอบคลุมลึกเข้าไปในพื้นที่ป่ามาก ๆ
                   ๓) โปรยหว่านเมล็ดพันธุ์พืช (มะขามเปรี้ยว มะเกลือ กระถิน มะค่า) ตามเส้นทางเดินของช้างป่า ระยะทางประมาณ ๔๘ กิโลเมตร   
                   ๔) สำรวจและกำหนดแนวเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้ชัดเจน พร้อมทั้งจัดทำแนวกันชน/แนวกันไฟ ตามแนวเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยปลูกต้นไม้อย่างหนาแน่นเป็นแนวป่ากันชน เช่น ต้นสีเสียดแก่น ต้นข่อย สบู่ดำฯ
                   ๕) จัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันไฟป่า โดยให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วม พร้อมทั้งจัดตั้งหมู่ดับไฟป่า ฝึกอบรมราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) และสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนเห็นความสำคัญของป่า
                   ๖) ก่อสร้างฝายต้นน้ำลำธาร (Check Dam) ในร่องห้วยเพื่อชะลอความชุ่มชื้นต่อเนื่องจากระยะที่ผ่านมาให้ครอบคลุมพื้นที่ป่าทั้งหมด แบ่งเป็น ฝายชะลอน้ำแบบผสมผสาน จำนวน ๑,๕๐๐ แห่ง และฝายต้นน้ำลำธารแบบกึ่งถาวร จำนวน ๑๑ แห่ง
 
    ๓.๒ การพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 
                   ๑) การพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่พัฒนาด้วยอินทรียวัตถุโดยใช้ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมักและปุ๋ยอินทรีย์น้ำ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ของดินและลดรายจ่ายด้านปัจจัยการผลิตของราษฎร
                   ๒) เพิ่มพื้นที่ป่าในพื้นที่โครงการฯ โดยการส่งเสริมราษฎรปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง และปลูกไม้ยืนต้นในเขตชลประทานที่น้ำท่วมไม่ถึง
                   ๓) ส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝกเพื่อนุรักษ์ดินและน้ำโดยใช้วิธีการจ้างงานราษฎรและให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ กล้า
                   ๔) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โครงการ โดยปรับปรุงแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่โครงการฯ ทั้งหมดให้เป็นปัจจุบัน และประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างกลุ่มอาสาสมัครและเครือข่ายการอนุรักษ์ในระดับหมู่บ้านและชุมชน
 
     ๓.๓ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดย
                   ๑) ดำเนินการปรับปรุงระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำยางชุม โดยก่อสร้างระบบส่งน้ำแบบท่อส่งน้ำและก่อสร้างอาคารประกอบในระบบส่งน้ำ (บ่อพักน้ำ)
                   ๒) ดำเนินการปรับปรุงฝายกุยบุรีพร้อมระบบส่งน้ำ โดยการเสริมสันฝายให้เป็นฝายยางและปรับปรุงตัวฝาย ขุดขยายคลองระบายน้ำ พร้อมก่อสร้างอาคารประกอบ
                   ๓) ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก จำนวน ๙ แห่ง
 
     ๓.๔ การพัฒนาอาชีพและรายได้
                   ๑) จัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำให้ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรทั้งหมด เพื่อบริหารจัดการน้ำชลประทานให้สามารถใช้ประโยชน์ได้เพียงพอตลอดปี
                   ๒) ส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกรในพื้นที่โครงการฯ โดยการส่งเสริมการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ และเกษตรแบบผสมผสาน
                   ๓) ส่งเสริมอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่โครงการฯ ได้แก่ การเลี้ยงไหม การปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ การปลูกพืชอาหารสัตว์ และเลี้ยงแพะ
                   ๔) ขุดสระน้ำประจำไร่นา ขนาดความจุ ๑,๒๖๐ ลูกบาศก์เมตร จำนวน ๗๐ บ่อ
                    ๕) ปล่อยสัตว์น้ำในอ่างเก็บน้ำยางชุม เพื่อให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพด้านการประมงและใช้บริโภคภายในครัวเรือนอันเป็นแนวทางหนึ่งในการลดรายจ่ายของครัวเรือน
                    ๖) สร้างโอกาสและเพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพให้กับประชาชนโดยส่งเสริมการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร และส่งเสริมพัฒนาสินค้า OTOP สู่มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน
                    ๗) พัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในภาพรวมทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำถึงท้ายน้ำ ภายใต้คำขวัญ แลช้าง ชมน้ำ เที่ยวสวนกุยบุรี โดยทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรส่วนท้องถิ่นและชุมชน  วางแผนดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน 
 
     ๓.๕ การพัฒนาคุณภาพชีวิต
                  ๑) จัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือศูนย์เด็กอ่อนวัยเรียนให้ครบทุกหมู่บ้าน
                  ๒) จัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนโดยจัดตั้งศูนย์การศึกษานอกระบบตามอัธยาศัยประจำตำบล
                  ๓) จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชน
                  ๔) จัดสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพอนามัยของประชาชนตามความเหมาะสม
                  ๕) สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน โดย
จัดระเบียบชุมชน และดำเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและปัญหายาเสพติด โดยให้องค์กรชุมชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
 
     .๖ การประชาสัมพันธ์และจิตวิทยา
 
          ดำเนินการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ด้วยสื่อสิ่งพิมพ์และแผ่นพับ และจัดชุดปฏิบัติการจิตวิทยาออกปฏิบัติงานประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจ และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่าในพื้นที่โครงการอย่างต่อเนื่อง และดำเนินการฝึกอบรมราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า จำนวน ๑ รุ่น ๑๒๐ คน เพื่อให้ราษฎรกลุ่มเป้าหมายมีความเข้าใจในผลกระทบที่เกิดขึ้น และเข้าใจในผลประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินงานของโครงกา
 
 
 
 
๔. การติดตามประเมินผลโครงการฯ
 
     เมื่อปี ๒๕๔๘ สำนักงาน กปร. ได้ดำเนินการติดตามประเมินผลโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี โดยติดตามผลในพื้นที่ ๓ หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านรวมไทย บ้านพุบอน บ้านย่านซื่อ ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
            ๑) หมู่บ้านทั้ง ๓ หมู่บ้าน มีจำนวนครัวเรือนรวมทั้งสิ้น ๕๑๑ หลังคาเรือน ๑,๘๗๒ คน (ชาย ๙๐๑ คน หญิง ๙๗๑ คน) เฉลี่ย ๓.๖ คนต่อครัวเรือน มีพื้นที่การเกษตรรวม ๔๓,๗๕๐ ไร่ และมีรายได้เฉลี่ยประมาณ ๒๒,๔๘๑ บาท ต่อคนต่อปี โดยมีจำนวน ๓๐๗ ครัวเรือน ที่คนในครัวเรือนมีรายได้ต่ำกว่า ๒๐,๐๐๐ บาท ต่อคนต่อปี หรือต่ำกว่าเกณฑ์ความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.)
            ๒) การตั้งถิ่นฐานของราษฎรในหมู่บ้านเหนืออ่างเก็บน้ำยางชุม (บ้านรวมไทย บ้านพุบอน บ้านย่านซื่อ) ร้อยละ ๙๕.๖ ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยทำกินใหม่ตั้งแต่เริ่มโครงการฯ มีเพียงร้อยละ ๔.๔ เท่านั้น ที่อาศัยทำกินอยู่เดิม
                การย้ายถิ่นเข้ามาอยู่ใหม่ ส่วนใหญ่ร้อยละ ๕๗.๓ ย้ายมาจากตำบลอื่น และอำเภออื่น ๆ ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รองลงไปร้อยละ ๒๓.๓ ย้ายมาจากจังหวัดอื่น และร้อยละ ๑๙.๕ ย้ายจากหมู่บ้านอื่นในตำบลเดียวกัน โดยสาเหตุการย้ายถิ่นฐานส่วนใหญ่ร้อยละ ๗๕.๖ ต้องการมีที่ดินอยู่อาศัยทำกินเพื่อการดำรงชีวิต
            ๓) อาชีพหลักของราษฎรส่วนใหญ่ร้อยละ ๔๘.๒ คือการทำไร่ รองลงมาได้แก่ การรับจ้างแรงงาน ร้อยละ ๒๔.๕ โดยร้อยละ ๖.๒ ไม่มีอาชีพแน่นอน สำหรับการทำไร่เป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว (สับปะรด) โดยส่วนใหญ่ร้อยละ ๓๓.๐ มีพื้นที่ทำไร่ไม่เกิน ๕ ไร่ และร้อยละ ๒๘.๖ มีพื้นที่ทำไร่ประมาณ ๖-๑๐ ไร่ ส่วนการปลูกพืชอื่น ๆ ได้แก่ การปลูกพืชแบบผสมผสาน พืชสวน และพืชผัก
            ๔) การถือครองที่ดินของราษฎรส่วนใหญ่ร้อยละ ๔๔.๙ ถือครองที่ดิน ๒ แปลง รองลงมาร้อยละ ๓๕.๔ ถือครองที่ดิน ๑ แปลง ซึ่งพื้นที่ถือครองส่วนใหญ่ไม่เกิน ๑๐ ไร่ต่อครอบครัว โดยราษฎรมากกว่าร้อยละ ๖๒ ของครัวเรือนทั้งหมด ทำประโยชน์เต็มพื้นที่ที่ถือครอง มีเพียงร้อยละ ๘ เท่านั้น ที่ทำประโยชน์ในพื้นที่บางส่วน ร้อยละ ๕.๙ ให้คนอื่นเช่า และร้อยละ ๑๔.๒  มีอาชีพนอกภาคเกษตร
            ๕) สำหรับสาเหตุของการใช้ประโยชน์ที่ดินได้บางส่วนนั้น ส่วนใหญ่ร้อยละ ๓๖.๐  ทำการเกษตรแล้วขาดทุน รองลงไปได้แก่ ขาดเงินทุน (๒๔.๐ %) ขาดแรงงาน (๑๒.๐ %) พื้นที่ไม่เหมาะกับการเพาะปลูก (๑๒.๐ %) ส่วนปัญหาช้างบุกรุกมีเพียงร้อยละ ๘.๐ เท่านั้น
            ๖) รายได้สุทธิของราษฎรในหมู่บ้านส่วนใหญ่ร้อยละ ๑๘.๒ มีรายได้ระหว่าง ๖๐,๐๐๐ - ๘๐,๐๐๐ บาท ต่อครัวเรือนต่อปี รองลงไปมีรายได้ระหว่าง ๔๐,๐๐๐ - ๖๐,๐๐๐ บาท , ๒๐,๐๐๐ - ๔๐,๐๐๐ บาท และ ๘๐,๐๐๐ - ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อครัวเรือนต่อปี ตามลำดับ โดยมีครัวเรือนที่มีรายได้เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อครัวเรือนต่อปี ร้อยละ ๓๗.๙ อย่างไรก็ตาม มีครัวเรือนร้อยละ ๗.๗ ของครัวเรือนทั้งหมดมีรายได้ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ต่อครัวเรือนต่อปี ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้แหล่งที่มาของรายได้ส่วนใหญ่มาจากการเกษตร การรับจ้างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน และการรับจ้างทั่วไป โดยมีครัวเรือนร้อยละ ๕๕.๕ เท่านั้น ที่มีความเพียงพอของรายได้
            ๗) สภาพการใช้น้ำของครัวเรือนในปัจจุบันพบว่า มีครัวเรือนร้อยละ ๒๖.๕ ยังมีปัญหาเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร เนื่องจากฤดูแล้งมีน้ำไม่พอใช้ ส่วนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค มีครัวเรือนร้อยละ ๑๙.๐ ที่ยังประสบปัญหาเนื่องจากน้ำมีกลิ่นไม่สะอาดและขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง
 
 

 
      
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
   
 
 
 

 

 เปิดงานล้นเกล้าชาวไทย สถิตในดวงใจ
นิรันดร์ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ
(นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 2 ธ.ค.59)  ...อ่านต่อ

 34 ปี ศูนย์ศึกษา ฯ ห้วยฮ่องไคร้ ฯ
แม่แบบการฟื้นฟูป่า จากเสื่อมโทรมสู่สมบูรณ์
(นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 26 ธ.ค.59)  ...อ่านต่อ

 สื่อมวลชนสื่ออาสาสืบสานพระราชดำริ
ชมการดำเนินงานปศุสัตว์ ณ ศูนย์ห้วยฮ่องไคร้

(นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 24 ธ.ค. 59) ...อ่านต่อ

 องคมนตรีติดตามความก้าวหน้าโครงการ
เพิ่มปริมาณน้ำในป่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา
(นสพ.เดลินิวส์  ฉบับวันที่ 22 ธ.ค. 59) ...อ่านต่อ

 ผู้คนเนืองแน่นในงานล้นเกล้าชาวไทยฯ
(นสพ.เดลินิวส์  ฉบับวันที่ 23 ธ.ค.59 ...อ่านต่อ

 ห้วยฮ่องไคร้ ฯ จัดยิ่งใหญ่
ล้นเกล้าชาวไทย สถิตในดวงใจนิรันดร์ 
(นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 17 ธ.ค. 59) ...อ่านต่อ

อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ <<ย้อนหลัง>>

 

พิธีเปิดนิทรรศการ ล้นเกล้าชาวไทย สถิตในดวงใจนิรันดร์  
(จส.100
-15-12-59 (03.28))

องคมนตรีติดตามงานอุโมงค์ผันน้ำแม่งัด-แม่กวง จ.เชียงใหม่ 
(จส.100-16-12-59 (04.03))

เยี่ยมชมศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ จ.เชียงใหม่ 
(จส.100-17-12-59 (05.00))

พิธีเปิดนิทรรศการ ล้นเกล้าชาวไทย สถิตในดวงใจนิรันดร์ 
(สทร.106-24-12-59 (05.00)) 

องคมนตรีติดตามการดำเนินงานโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ
เขื่อนแม่กวงอุดมธารา
 (สทร.106-25-12-59 (05.00)) 

รับฟังข่าววิทยุ  <<เพิ่มเติม>>

 

พิธีเปิดนิทรรศการ ล้นเกล้าชาวไทย
สถิตในดวงใจนิรันดร์
  จังหวัดเชียงใหม่

(TV-3-15-12-59) 
คลิ๊กชมสื่อ

พิธีเปิดนิทรรศการ ล้นเกล้าชาวไทย
สถิตในดวงใจนิรันดร์
 จังหวัดเชียงใหม่

(TV-7-15-12-59)
 คลิ๊กชมสื่อ

เยี่ยมชมอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา
จังหวัดเชียงใหม่ 
(TV-3-16-12-59) 

คลิ๊กชมสื่อ

เยี่ยมชมอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา
จังหวัดเชียงใหม่ 
(TV7-16-12-59) 

คลิ๊กชมสื่อ

พิธีเปิดนิทรรศการ ล้นเกล้าชาวไทย 
สถิตในดวงใจนิรันดร์
  จังหวัดเชียงใหม่
(TV NBT-15-12-59) 

คลิ๊กชมสื่อ

ติดตามชมทีวี ... <<ย้อนหลัง>>